บทละคร คุ้มนางครวญ ตอนที่ 1

บทละคร คุ้มนางครวญ ตอนที่ 1
16 มกราคม 2557 ( 08:50 )
6.6K

คุ้มนางครวญตอน 1

บทประพันธ์ดัดแปลงจากบทประพันธ์ เรื่อง คุ้มนางครวญ ของ สรรัตน์ จิรบวรสุทธิ์

บทโทรทัศน์วิสุทธิชัย บุณยะกาญจน

 

ยามราตรีอันมืดมิดมีเสียงสตรีนางหนึ่งคร่ำครวญถึงชายคนรัก กลุ่มควันสีขาวรวมตัวเป็นใบหน้างาม  ดวงตาคมหวาน ผมเกล้าสูงดูสคราญโฉม ดวงหน้านั้นอ่อนโยน ดวงตาเปี่ยมรัก

“พี่เทพ  ยอดดวงใจของข้าเจ้า พี่คือดวงตะวัน ข้าเจ้าคือจันทรา พี่พรากจากข้าเจ้าไปนานนัก  

ไม่ว่าพี่ไปอยู่แห่งใดหนใด ข้าเจ้าจักรักพี่ไปไม่มีวันเสื่อมคลาย”

ฉับพลันดวงหน้านั้นกลายเป็นขมขื่น ปวดร้าว ดวงตาแข็งกร้าวขึ้น ปากเหยียดอย่างจงชัง  ดวงหน้าดุดัน

“นังดาราราย นังงูพิษ นังแพศยา ทรยศ เจ้าพรากพี่เทพของข้าไป ไม่ว่าเจ้าไปอยู่ที่ใด ข้าจะขอผูกเวร 

ล้างเจ้า ผลาญเจ้า ไปทุกชาติ ทุกภพ ตลอดไป”

ดวงหน้านั้นสลายกลายเป็นหมอกควัน  พุ่งฉวัดเฉวียนคลุ้มคลั่งวนเวียน

 

ริมบึงน้ำของสวนสาธารณะในชนบท  มีกลุ่มแว๊นซ์นั่งล้อมวงอยู่  สาวสก๊อยเล่าเรื่องเสียงผีสาวร่ำไห้ในคุ้มผีสิงให้เด็กใหม่ที่ต้องการเข้ากลุ่มฟัง ก่อนที่จะท้าให้เด็กใหม่ไปพิสูจน์ความกล้าที่คุ้ม

เมื่อเข้ามาถึงคุ้ม เด็กใหม่สองคนก็รวบรวมความกล้าขึ้นบันไดไปเพื่อหาของติดมือมาเป็นเครื่องพิสูจน์ ทิ้งหัวหน้าแก๊งกับแฟนสาว และลูกน้องอีกสองคนรออยู่ใต้ถุนเรือนมืดมิดซึ่งมีเสานับสิบอาจจะถึงร้อยต้น แฟนสาว สก๊อยหน้าซีดเกาะแขนหัวหน้าแก๊งแจ  ส่วนลูกน้องก็กลัวจนก้าวขาแทบไม่ออก ทันใดมีเสียงครางแผ่วเบา คล้ายเสียงผู้หญิงร้องไห้  ทั้ง 4 ชะงักมองไปในความมืดมิดใต้ถุนเห็นร่างสีขาวเคลื่อนวูบอยู่ตามแนวเสา ลอยเลื่อนไร้น้ำหนัก ทั้งสี่ผงะ

ทางด้านบนเรือน เด็กใหม่ทั้งสองถือไฟฉาย ลำแสงกวัดไกวตามมือที่สั่นระริก  แสงจากลำไฟฉาย ส่องไปตามตู้ต่างที่ว่างเปล่า  เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ แสงไฟฉายส่องข้างฝา เห็นกระโหลกเขาสัตว์แขวนที่เสาในระยะประชิด  สองเด็กใหม่ผงะร้อง

“เชี่ย กระโหลกฟาย จะหาต่อหรือกลับวะ”

“ต้องหาต่อทำซากอะไร  ก็เอากระโหลกนี่แหละ”

ทั้งคู่ช่วยกันปลดกระโหลกจากผนัง ทันใดมีฝุ่นผงร่วงพรูใส่ตัว ทั้งสองชะงักค่อยๆแหงนดูบนขื่อเรือน มีร่างผอมบางยืนอยู่  ผมยาวรุงรัง  ชุดที่สวมดูขมุกขมอม  สองเด็กใหม่ตัวแข็ง ทันใดร่างผอมบางค่อยๆ ก้มหน้าลง

 

ใต้ถุนคุ้มหัวหน้าแก๊งค์ส่องไฟฉายกราดไปมาอย่างบ้าดีเดือด 

 “อะไรวะ  ออกมาซิวะ”

“เตง  อย่าไปท้ามัน”

หัวหน้าแก๊งค์ก้าวไปอีก ส่องไฟในความมืด แสงไฟจับร่างสูงใหญ่ยืนทะมึนร่างหนึ่ง แสงไฟส่องสูงขึ้นเห็นว่าร่างนั้นไม่มีหัว

 

บนหอกลางคุ้ม ร่างบนขื่อค่อยๆ ก้มลงมองดูสองเด็กใหม่ตะลึงจ้อง  เห็นใบหน้าเผือดซีด เบ้าตาลึกดวงตาถลน  สองเด็กใหม่ผงะหงายท้อง  ร่างบนขื่อขยับก้าว สองเด็กใหม่เพิ่งร้องออก  ตะกายลุกวิ่งตรงไปยังบันได

 

ส่วนที่ใต้ถุนคุ้ม หัวหน้าแก๊งค์ยืนตัวแข็ง  ลูกน้องทั้งสามก็อาการไม่ผิดกัน ร่างไร้ศีรษะหันตามทิศทาง ค่อยๆ ชูมือหนึ่งขึ้น ชาวแก๊งค์ทั้งสี่ตะลึงจ้อง เห็นมือนั้นหิ้วศีรษะขาดแค่คอ ดวงตาถลนจ้องตรงมา มือที่หิ้วหัวขาดชูหัวนั้นขึ้นแล้วปาเข้าใส่แก๊งค์วัยรุ่น  แก๊งค์แตกกระเจิงไปคนละทาง หัวหน้าแก๊งค์กับแฟนสาววิ่งหนีมาตามแนวเสาใต้ถุนชนเข้ากับสองเด็กใหม่ เห็นผีผู้หญิงผมยาวค่อยๆ ก้าวตามมา ก็ตะกายลุกวิ่งนำไป สก๊อยและเด็กใหม่ทั้งสองก็วิ่งหน้าเริ่ดตาม โดยไม่รู้ว่าโดนผีปลอมหลอกเข้าให้แล้ว

 

เมื่อไล่พวกเด็กแวนซ์ได้สำเร็จ หัวหน้าแก๊งค์ค้ายาซึ่งมาหลบซ่อนตัวอยู่ที่คุ้มร้าง ก๊พลันเห็นผนังอิฐเก่าที่ทะลายลงมีแผ่นไม้อยู่ เมื่อรื้อกองอิฐออกก็เห็นผนังอิฐฉาบปูนอีกชั้น มีประตูไม้หนาหนักแบบโบราณ คล้องโซ่เหล็กและกุญแจอย่างแน่นหนา มียันต์อักขระตัวธรรมเขียนไว้บนผนังประตูทั้ง 2 บาน

“เหมือนขังอะไรไว้ข้างใน” ลูกน้องสงสัย

“โถ  ไอ้เวร  มึงดูหนังผีมากเกินไปแล้ว”

หัวหน้าฟาดขวานเหล็กลงบนโซ่และกุญแจจนพัง ด้านในเป็นห้องใต้ดิน ด้านหนึ่งเป็นซี่กรงไม้ขนาดใหญ่คล้ายกรงขังในยุคโบราณ รอบๆ ห้องเป็นผนังอิฐ มีโซ่เหล็กขนาดใหญ่ในกรงและที่บานประตู ลูกน้องสะดุดหลุมศพที่พื้น ซึ่งมีอยู่สามหลุมเรียงกัน

 

ห้องนอนใหญ่ของคุ้มเจ้า  เจ้าเก็จถวาในวัย 75 ปี นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง แล้วผวาตื่นขึ้น เจ้าเก็จถวาลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่หน้าต่างไม้บานใหญ่ เปิดมองออกไปที่นอกหน้าต่าง เห็นแนวต้นไม้ในบริเวณคุ้มดูเป็นระเบียบและโปร่งตา  แต่ไกลออกไปกลับมีแนวต้นไม้ใหญ่หนาทึบ ซับซ้อน และที่สุดสายตา  เห็นยอดหอของคุ้มร้างโผล่ขึ้นมา ท่ามกลางแสงจันทร์

 

เช้ารุ่งขึ้น ตาทอง ชายชราวัย 70 ปี เฝ้าดูแลคนงานชายที่กำลังกวาดใบไม้ให้สวนกับสาวใช้ที่ปัดกวาดทำความสะอาดคุ้มใหญ่ ซึ่งเป็นหมู่เรือนโบราณอายุกว่า 150 ปีขนาดใหญ่มหึมา มีชานและระเบียงเชื่อมเรือนและหอต่างๆเข้าด้วยกัน  

ภายในห้องหนังสือ ซึ่งมีหนังสือเก่ารวมทั้งสมุดโบราณ และบรรดาของเก่าโบราณหลายชิ้น เช่น พิณพม่า ตู้พระธรรม เจ้าเก็จถวายืนมองหีบแบนยาวมีลายตกแต่งงดงาม  ที่พื้นตาทองนั่งคุกเข่าอยู่อย่างสุภาพ

เจ้าเก็จถวาเอ่ยถามด้วยความกังวล “ตาทอง  แกไปดูคุ้มเก่าบ้างหรือเปล่า”

ตาทองอึกอักเพราะโกหก “ผมเข้าไปดูบ่อยๆ แม่เจ้า  แต่ไอ้พวกเด็กๆมันไม่ยอมไปกัน  ต้นไม้ก็เลยขึ้นรกกว่า

เดิม”

เจ้าเก็จถวาพยักหน้า “ใครล่ะจะอยากเข้าไป  เรื่องต้นไม้น่ะช่างมันเถอะ แต่…”

“แต่อะไรขอรับ  แม่เจ้า”

“ก็เครื่องป้องกันทั้งหลายน่ะซี  ยังอยู่ดีอยู่หรือ”

“โธ่  แม่เจ้า  ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งหรอก”

“ไม่ว่ายังไง  แกก็ต้องคอยตรวจตราให้ดี”

“โธ่  แม่เจ้า  ถ้าผ้ายันต์ที่ยอดคุ้มยังอยู่ดี อะไรข้างในก็หลุดออกมาไม่ได้หรอก”

ที่ยอดคุ้มส่วนจั่ว  มีไม้ท่อนหนึ่ง  บนผิวไม้จารึกตัวธรรมไว้เต็มพรืด  เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมาตัวอักษรเหล่านั้นก็เรืองขึ้นเป็นสีทอง

 

ที่ห้องใต้ดินคุ้มร้าง หัวหน้าแก๊งค์ค้ายาแอบเอากระเป๋าใบใหญ่ใส่เงินสดไว้ราว 20 ล้านบาทมาซ่อนไว้ในโพรงอิฐบนผนัง แล้วเอาเสาไม้ 4-5 ท่อนมาพิงปิดจนดูแนบเนียน หัวหน้าแก๊งค์รู้สึกเหมือนมีใครมองดูอยู่ทางด้านหลัง จึงหันขวับมาดู  แต่ก็ไม่มีใคร

 

ณ ห้องรับแขกที่คุ้มใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมระหว่างเรือนทางซ้ายขวาและด้านหลัง  มีชุดโซฟาหรูหรา  รอบด้านเป็นตู้ตั่งมีของโชว์พวกถ้วยโถโอชามโบราณมากมาย เจ้าเก็จถวานั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา มีสายใจสาวใช้วัย 40 ปี หน้าตาหมดจดนั่งอยู่เป็นเพื่อน มีเสียงฟ้าคำรณครืนครัน เจ้าเก็จถวาเงยหน้าขึ้นจากหนังสืออย่างแปลกใจ

“ฟ้าร้องหรือ  ฝนฟ้าอะไรกันตกเดือนนี้”

“ฝนหลงฤดูมังเจ้า  แม่เจ้า”

ทันใดแสงสว่างก็หายไปเหมือนมีเมฆมหึมาเข้าบังท้องฟ้า  ส่วนห้องรับแขกมืดวูบจนราวไม่ใช่กลางวัน เจ้าเก็จถวาลุกพรวดขึ้นด้วยความหวาดกลัว

 

เหนือคุ้มใหญ่  เมฆมหึมาเคลื่อนมา ที่พื้นดินลมหอบใบไม้แห้งปลิวปั่นป่วน  บรรดาคนงานชายวิ่งวุ่น

ตาทองแหงนดูเมฆอย่างแปลกใจ

 

 

 

เมฆฝนใหญ่เคลื่อนมาถึงคุ้มร้าง ลมแรงพัดกรูเกรียวเข้ามา แสงฟ้าแลบมาเป็นระยะ หัวหน้าแก๊งค์รับสายจากพ่อเลี้ยง สั่งให้ทุกคนออกจากคุ้มได้ ลูกน้องทุกคนต่างดีใจ 

ทันใดนั้น สายฟ้าฟาดลงยังจั่วไม้ที่ลงอาคม เกิดระเบิดตูม ท่อนไม้ลงอาคม แตกเป็นหลายชิ้น หัวหน้าแก๊งค์ 

และลูกน้องหลบกันคนละทิศ คนละทาง ตัวอักษรบนไม้ที่ลงอาคมพลันเรืองขึ้น  แล้วมอดหายไป  เหมือนอาคมเสื่อม

 

ที่ห้องใต้ดินคุ้มร้าง หมอกมากมายไหลเรื่อยมาตามขึ้นบันไดอิฐ  หัวหน้าแก๊งค์ดึงอิฐออกจากที่โพรงที่ซ่อนกระเป๋า  บรรดาลูกน้องยืนมองดูอยู่ด้านหลัง หัวหน้าดึงอิฐออกก้อนสุดท้าย  แล้วชะงัก ในโพรงซอกอิฐนั้นว่างเปล่า หัวหน้าแก๊งค์หันขวับมา ชักปืนขึ้นมาจ้องลูกน้องทั้ง 4 อย่างดุดัน 

หัวหน้าแก๊งค์คิดว่าลูกน้องขโมยเงินไป ด้วยความแค้นจึงยิงลูกน้องตายไปสามคน หลังจากนั้น กลับพบว่ากระเป๋าใส่เงินยังอยู่ในโพรงอิฐ รูดซิบเปิดดูเงินมากมายยังอยู่ครบ หัวหน้าแก๊งค์มีอาการสับสนถึงขีดสุด  หันมองดูศพลูกน้องทั้ง 3 ด้วยความหวาดหวั่น

ทันใดเลือดที่ไหลนอง 3 ศพทั้งสามกลับเคลื่อนไหว พุ่งเป็นสายไหลไปตามพื้นราวปรอท ตรงไปยังหลุมศพ 3 หลุม หัวหน้าแก๊งค์ตกตะลึงพรึงเพริด เลือดซึมลงไปในหลุมศพ เกิดเป็นหมอกควันประหลาดรวมตัวกันเป็นรูปร่างคน 2 ร่างบนหลุมศพ ซ้ายขวา หัวหน้าแก๊งค์ผงะหงายลุกไม่ขึ้นมองดูภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา กลุ่มควันนั้นรวมตัวกันเข้มข้น กลายเป็นร่างหญิงสองนาง ผมเกล้า นุ่งซิ่นกรอมเท้า มีผ้าคาดอก ดวงหน้าขาวซีด ดวงตาชั่วร้าย

หัวหน้าแก๊งค์ผวาลุกขึ้นยิงเข้าใส่ร่างทั้ง 2 นัดแล้ว นัดเล่า กระสุนทะลุร่างทั้ง 2 ไป จนกระสุนหมด

หัวหน้าแก๊งค์ตาเหลือกลาน ร่างปีศาจทั้งสองก้าววูบเดียวก็ดึงตัว ทั้งสองร่างยืนมือออกรุนร่างมันถลาไปคุกเข่า ณ หลุมตรงกลาง มีกลุ่มควันพุ่งขึ้นจากหลุมกลาง แล้วรวมตัวกันเป็นร่างระเหิดระหงด้วยภูษาพัสตราภรณ์ ผมเกล้าสูงปักดอกไม้คำ  ดวงหน้างดงามพิลาสพิไล  พลันยิ้มแย้ม

หัวหน้าแก๊งค์ตกตะลึงจังงัง ร่างของนางบริวารทั้งสองขยับถอย หัวหน้าแก๊งค์เป็นอิสระ เหมือนได้สติกลับคืนมันคว้าปืนของลูกน้องที่ตกอยู่ระดมยิงใส่ร่างตรงหน้า ลูกกระสุนทะลุร่างไป ใบหน้างามนั้นกลายเป็นโกรธกริ้ว ร่างหัวหน้าแก๊งค์ผงะหงาย ลอยขึ้นกลางอากาศ พุ่งหวือไปกลางห้อง ทันใดร่างหัวหน้าแก๊งค์ก็คล้ายระเบิดจากภายใน  เศษเลือดเนื้อกระเด็นไปทุกทิศทาง 

ที่คุ้มใหญ่ เจ้าเก็จถวาผวาลุกขึ้นนั่งบนเตียง สีหน้าเผือด เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพราย

 

ร่างงดงามก้าวออกมายังหน้าคุ้มร้าง แล้วเหลียวมองดูรอบกายอย่างแปลกใจ  “ทำไม  ทำไมถึงเป็นเช่นนี้”

ร่างสองนางบริวารตามติด นางผัน นางเผื่อนช่วยกันปลอบ 

“มันผ่านมาเนิ่นนานเหลือเกินเจ้า” 

“เราถูกขังอยู่เป็นร้อยปี”

“ทุกสิ่งแปรเปลี่ยนไปแล้ว” 

“ทุกผู้คนล้วนจากไปแล้ว” 

ยอดหล้าร้องด้วยความโกรธขึ้ง

“ไม่…ทุกสิ่ง ทุกอย่างของข้าต้องคืนกลับมา วายุ  จงกลับมาหาข้า”

ขาดคำดินเบื้องหน้านั้นปริแยกออก มีเงาดำใหญ่พุ่งขึ้นมา พร้อมกับเสียงร้องดังกึกก้อง

 

ที่คุ้มใหญ่ เจ้าเก็จถวาเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี สั่งให้ตาทองไปตามมหาจรวยมาเดี๋ยวนี้

“โธ่  นี่มันตีสามแล้วนะ  แม่เจ้า”

“ฉันบอกให้ไปก็ไป  ไป !”

 

ตาทองเลิกอิดออดลุกขึ้นออกไป เจ้าเก็จถวานั่งอย่างร้อนรน แล้วรู้สึกประหลาดก้มมองที่พื้นมีหมอกควันจางๆ ลอยเรี่ยพื้นมาเป็นสาย  เจ้าเก็จถวาขยับเท้าหนี ทันใดมีเสียงซึงแว่วมาเบาๆ เจ้าเก็จถวาตาเบิดกว้าง หันขวับไปมอง

เสียงซึงดังมากขึ้น เจ้าเก็จถวาก้าวเข้ามาในห้องสมุดใบหน้าซีดเผือด  แสงจันทร์ส่องมาเป็นลำ ทาบลงบนหีบสี่เหลี่ยมแบน  เสียงซึงดังมาจากหีบนั้น เจ้าเก็จถวายื่นมือที่สั่นระริกไป เปิดหีบออก เสียงซึงดังกึกก้องขึ้น  

ในหีบนั้นมีซึงโบราณ รูปทรงงดงามมีรอยแกะสลักเสลา เส้นสายของซึงมันดีดไหวด้วยตัวเอง

ที่ถนนโรยกรวดเป็นทางยาว 2 ข้างมีต้นไม้ใหญ่หนาทึบ เหมือนเป็นทางที่ถูกปิดตาย ไม่มีใครใช้สัญจรมาเนิ่นนาน เจ้าเก็จถวาถือผ้าไหมผืนงามห่อพันซึงไว้ราวของเลอค่า เดินมาตามทาง สภาพเหมือนครึ่งรู้ตัวครึ่งอยู่ในภวังค์ สายใจแหวกกิ่งไม้ก้าวมาพลางร้องเรียก

“แม่เจ้า  แม่เจ้าเจ้า  แม่เจ้าจะไปที่ใดเจ้า”

เจ้าเก็จถวาชะงักยืนนิ่งแล้วค่อยๆ หันมามองสายใจ สายใจก้าวมาใกล้ เห็นสีหน้าหวาดหวั่นขอความช่วยเหลือก็ยิ่งงุนงง พริบตาเดียวเจ้าเก็จถวาก็กลับดูเลื่อนลอยใหม่ เสียงม้าร้องดังกึกก้องประหลาดมาแต่ไกล  แล้วก็มีเสียงฝีเท้ามาดังใกล้มาสายใจทั้งกลัวทั้งพิศวง มองไปที่ปลายถนนมีกลุ่มควัน  ม้าสีดำมหึมาลากรถม้าคันเล็กวิ่งมาจากกลุ่มควัน ม้าตัวนั้นดวงตาเรืองแสงเป็นเปลวไฟเรื่อเรือง  ขนแผงคอของมันก็ไหวสะบัดเป็นเปลวไฟสีเหลือง อมเขียว  ประตูรถเปิดออกเอง  เจ้าเก็จถวาก้าวขึ้นไป  สายใจละล้าละลัง

“แม่เจ้า  อย่าไปเจ้า  อย่าไป”

ม้าปีศาจลากรถตีวงกลับ  สายใจอยู่ตรงหน้ามัน  มันพลันพยศขู่ตัวยก 2 ขาหน้า สายใจผงะล้มหงายลงกระแทกต้นไม้ใหญ่สิ้นสติไป ม้าปีศาจพุ่งหายไปในกลุ่มควัน

 

ที่กลางคุ้มร้าง เก็จถวาถือซึงห่อด้วยผ้าเดินมา มองไปตรงหน้า ทุกอย่างแลดูตะคุ่ม มีเพียงแสงสว่างจากแสงจันทร์ ทันใดก็มีแสงสว่างจากผางประทีปตรงนั้นตรงนี้ขึ้นนับสิบจุด บริเวณนั้นพลันสว่างเรืองรองขึ้น  ภาพเรือนร้างเลือนหาย  กลายเป็นเรือนงามเต็มไปด้วยเครื่องเรือนงดงาม  ยอดหล้านั่งอยู่บนตั่ง ภูษาพัสตราภรณ์ระยิบระยับ ทางด้านหลังมีฉากไม้ฉลุดูเหมือนทำด้วยทอง มีม่านปักผืนใหญ่กั้นส่วนต่างๆ ที่พื้น นางผัน นางเผื่อนหมอบกราบอยู่

“เข้ามาซิ รู้ไหมว่าข้าคือใคร”

“รู้เจ้า  ท่านคือเจ้านางยอดหล้า  ย่าทวดของข้าเจ้า”

“เจ้าดูแก่เฒ่านัก เหลนของข้า”

ยอดหล้ายื่นมือมาตรงหน้า เจ้าเก็จถวารู้ ส่งซึงให้ ยอดหล้ารับซึงมาไว้บนตักอย่างรักใคร่ผูกพัน

“ขอบใจเจ้าที่ดูแลของของข้าไว้ให้ เจ้าคงเหนื่อยยากมากซีนะ ไม่ว่าอย่างไร  เจ้าก็หมดหน้าที่ของเจ้าแล้ว”

เจ้าเก็จถวามองอย่างยอดหล้าอย่างวิงวอน แต่ไร้ความหวัง  ยอดหล้ามองอย่างเย็นชา

“ของทุกอย่างที่ข้ามี ที่ข้าครอบครอง ที่ข้ารัก จะต้องคืนกลับมาหาข้า ส่วนเจ้า…จงพักผ่อนเถิด”

เจ้าเก็จถวาน้ำตาไหลพราก  หมอบซบลงกับพื้นอย่างรู้ชะตากรรม ภาพมลังเมลืองพลันวูบหาย เหลือเพียงเจ้าเก็จถวาหมอบอยู่ในเรือนรกร้างมืดมัว

 

ด้านหลังของคุ้ม ยอดหล้าเรียกหานกปีศาจ ทันใดบนท้องฟ้ามีฝูงนกนับร้อยบินมา คล้ายหมอกควัน บินวนอยู่เหนือระเบียงเรือน ส่งเสียง แก๊กๆ ฟังดูน่าสยดสยอง ยอดหล้ายื่นมือไป  อีกาใหญ่ตัวหนึ่งบินมาเกาะบนหลังมือ  ดวงตาของกาลุกเรืองเรื่อเป็นไฟ

“นกน้อยของข้า…จงบินไป…บินไปให้ทั่วทุกทิศ ทุกถิ่น ตามหายอดดวงใจของข้าให้เจอ”

อีกาปีศาจร้องแก๊กยาวราวรับค่ำสั่ง แล้วบินไปเบื้องบน ฝูงกาปีศาจส่งเสียงร้องราวถ่ายทอดคำสั่ง แล้วบินกันเป็นหมู่สูงขึ้นไปราวม่านควัน ยอดหล้ามองตาม ดวงตาวาววับเปี่ยมหวัง

 

ในคอนโดหรูแห่งหนึ่ง ตรีภพจมสู่ภวังค์ฝันอันลึกล้ำ กลุ่มควันรวมตัวเป็นใบหน้างดงาม

“พี่เทพ  ยอดดวงใจของข้าเจ้า พี่คือดวงตะวัน  ข้าคือจันทรา”

นอกหน้าต่างห้อง  อีกาปีศาจเกาะนิ่งอยู่บนขอบระเบียงเฝ้ามองดูตรีภพด้วยดวงตาลุกเป็นเปลวไฟ

 

ตรีภพเดินทางไปที่ออฟฟิศบริษัทละครของฐาปกรณ์ ตรีภพมองดูในห้องไม่มีใครแต่มีเสียงมาจากห้องน้ำ

“พี่ฐา  ผมมาแล้วพี่” ตรีภพนั่งลงบนสตูลเล็กๆ หันหลังให้ห้องน้ำ  ตาดูจอทีวีกำลังมีข่าวแซวดารา  มีมือขาวนวลแหวนเพชรพราวมาปิดตาตรีภพ “ทายสิ  ใครเอ่ย” ตรีภพลุกพรวดขึ้น  ก้าวถอยไป  เห็นสุชาดาสาวใหญ่อดีตนางงามและนางเอกเก่า วัย 40 แต่ดึงทึ้งเอาไว้สุดชีวิต แถมยังใส่ชุดโชว์อกอวบ ตรีภพมีอาการพูดไม่ออก

“อะไรกันคะ น้องตรี  นี่พี่สุดเองนะคะ  แหมทำท่ายังกะเจอผี”

สุชาดาก้าวมาจนชิด เอาอกเบียดแขนตรีภพ ตรีภพสะดุ้ง ขยับถอยอีก สุชาดาทำไมรู้ไม่ชี้

“ตาย  พี่ชอบเสื้อน้องตรีจัง  เนื้อดี้ดี”

 

สุชาดาเอามือลูบเสื้อ ถือโอกาสลูบแผงอกไปด้วย  ตรีภพทำหน้าเคร่งขยับถอยอีก พอดีกับฐาปกรณ์เปิดประตูเข้ามา ตรีภพรู้สึกโล่งอก  

“ทำอะไรกันอยู่”

“เปล่านะครับ”

“อู้ย กำลังชวนน้องตรีกินกระหรี่อยู่ค่ะ กะหรี่ปั๊บ” สุชาดายิ้มยวนผายมือไปที่ของว่างจากสระบุรีกลางโต๊ะ  แล้วนั่งลงบนสตูล ฐาปกรณ์เข้ามานั่งด้วย  ตรีภพถอนใจนั่งลง ทีวีกำลังมีข่าวสาวใหญ่ผู้บริหารช่องกำลังให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับโปรเจคละครใหม่ เป็นโปรเจคท์เผยแพร่วัฒนธรรม 4 ภาค ซึ่งจะทำเป็นละครมินิซีรี่ส์ 4 เรื่อง 

ฐาปกรณ์กดรีโมทลดเสียงลง  ตรีภพพอเดาได้

“พี่ได้โปรเจคท์นี้มาหรือครับ”

“อือม์  ตอนนี้นายติดคิวเรื่องอะไรอยู่  พิศวาสซาตานหรือ”

“อาทิตย์หน้าก็จะปิดกล้องแล้วละครับ  แล้วก็มีของคุณทิพย์แต่กว่าจะเปิดคงอีก 2-3 เดือน”

สุชาดาดีใจ “อุ้ยตาย  งั้นก็ว่างมาเล่นให้พี่ได้นะซี”

“เดี๋ยวก่อนครับ  ตกลงมันคืออะไรโปรเจคท์นี้”

“โจทย์ก็คือจะโชว์วัฒนธรรมน่ะแหละ โชว์คอสตูม  สถาปัตยกรรม ประเพณีอะไรเทือกนั้น” ฐาปกรณ์บอก

สุชาดาเสริม “พี่น่ะจับฉลากได้ทำภาคเหนือ  โชคดีมากเลย นี่พี่ก็ทาบทามอาจารย์มอชอกับมอพายัพไว้แล้ว  

เรื่องเสื้อผ้า โลเคชั่นมีฟ้อนมีรำอะไรทีนี้ง่ายหมด ดีจังเลยที่ได้น้องตรีมาเล่น”

ตรีภพขมวดคิ้ว “นี่ผมยังไม่ได้ตอบรับนะครับ  นี่ผมยังไม่รู้เลยว่าเป็นเรื่องอะไร แนวไหน  บทผมเป็นยังไง  ต้องประกบกับใครบ้าง”

สองผัวเมีย ผู้กำกับ ผู้จัดยิ้มแห้งๆ

“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน   อย่าว่าแต่เรื่องย่อเลย  แค่ไอเดียก็ยังไม่มีซักกะนิดนึง”

“ตกลงยังไม่มีอะไรเลย”

สุชาดาตีขลุม “มีซีจ้ะ ก็มีคอสตูม มีโลเคชั่น แล้วก้มีน้องตรีไง”

ตรีภพทำตาปริบๆ

 

ในห้องอพาร์ทเมนท์แบบสตูดิโอที่คับแคบและรกไปหมด  มีร่างชายผู้หนึ่งนอนขดอยู่บนโซฟา เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชายผู้นั้นงัวเงียขึ้นมาควานหามือถือที่อยู่ในกระเป๋าของกางเกงยีนส์ที่ถอดกองไว้ที่พื้น  มองดูหน้าจอแล้วรับสาย

“ฮัลโหล ไอ้ตรีเหรอ เออ กูตกงานอยู่ ไปคุยที่ออฟฟิศ พี่ฐาเหรอ เออ ได้ เออเจอกัน”

แก้ววางโทรศัพท์ลง เห็นชัดว่าที่จริงเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี แต่ไม่เอาใจใส่ตัวเอง หนวดเคราไม่โกน และเหมือนไม่ได้อาบน้ำสระผมมาหลายวัน แก้วยังคงนั่งซึมกระทือคล้ายวิญญาณยังไม่กลับเข้าร่างดี

 

ร้านกาแฟหรู แต่ไม่ค่อยมีคน  ที่โต๊ะด้านในค่อนข้างลับตาผู้คน  ตรีภพนั่งอยู่กับแก้ว แก้วมีสภาพดีกว่าเมื่อกี้เล็กน้อย

“ตกลงเอ็งรับเขียนแน่หรือวะ งานนี้”

“รับซีวะ กำลังจะอดตายอยู่แล้ว”

“พี่ฐาให้เวลาเอ็งเดือนเดียว จะทำได้หรือวะ”

“ใครว่าเดือนเดียววะ 3 วันนี่ต้องส่งเรื่องย่อ อีกอาทิตย์นึงต้องส่งทรีตเมนท์ 12 ตอน แล้วต้องลงบทเลย”

“ปรกติเรื่องนึงเอ็งเขียนเป็นปี  คราวนี้เอ็งจะไหวเหรอ”

“ข้ากลับตัวกลับใจ  เลิกติสท์แล้วโว้ย”

“อือม์ ไอ้หมอ ทางนี้”

ตรีภพโบกมือ  มีชายหนุ่มแนวตี๋หล่อใส่แว่น  แต่งตัวสุภาพเดินมา

“ไง  ไอ้ตรี  ไอ้แก้ว”

“สบายดี  ไอ้ตีน” แก้วทัก

“ตฤณโว้ย…ถ้าลำบากนักก็เรียกหมอเถอะวะ”

“เออ  ไอ้หมอตีน”

“ไง  วันนี้นัดเจอเนื่องในโอกาสอะไร”

“ไอ้ตรีมันจะเลี้ยงฉลองที่ข้าเขียนบทละครเรื่องใหม่ให้มันเล่น”

“ข้าพูดตั้งแต่เมื่อไรวะ” ตรีภพงง

“ละครเรื่องอะไรวะ” ตฤณถาม

“ตอนนี้เป็นความลับว่ะ บอกอะไรไม่ได้  ชื่อเรื่องอะไรก็ไม่มี เรื่องย่อเป็นยังไงก็ไม่มีใครรู้”

“คืออะไรวะ”

ตรีภพสรุป “ก็คือเป็นโปรเจคท์ที่ไม่มีอะไรซักอย่าง  มีโจทย์ข้อเดียวให้เป็นเรื่องทางเหนือ โชว์ผ้าพื้นเมือง  กับวัฒนธรรม”

“เออ ก็ถูกคนแล้วนี่หว่า ไอ้แก้วเองก็คนเหนือ แถมมีเชื้อเจ้าด้วย”

แก้วทำหน้าเซ็ง “ข้ามันเจ้าปลายแถวโว้ย ปู่ข้าตะหากที่เป็นเจ้า แต่มีเรื่องกับทวดเลยตัดขาดกับทางโน้น  

ถึงขั้นตั้งนามสกุลขึ้นใหม่”

“เออ   ทำแนวเจ้าฮะก็ดีนะโว้ย” ตฤณแนะ

“ดียังไงวะ”

“อ้าว ก็เอานางเอกเอ็กซ์ๆ มารัดอกปลอมเป็นผู้ชาย แล้วมาชอบกับพระเอก พระเอกก็เลยคิดว่าตัวเองสับสนทางเพศ”

“ไอ้หมอ…อย่าเอาเรื่องจริงของเอ็งมาให้ข้าช่วยโปรโมทซีวะ”

ตฤณสะดุ้ง ตรีภพหัวเราะ มีโทรศัพท์เข้า ตรีภพกับตฤณคว้ามือถือมาดู ตรีภพรับสาย

 

“ครับพี่..ตรีครับ…อ๋อ  เย็นนี้นัดเพื่อนไว้ครับ”

ตรีภพวางสายมองดูหน้าตฤณและแก้ว

“ยังไง” ตฤณถาม

“งานอีเวนท์ว่ะ ขอความช่วยเหลือเร่งด่วน ให้ไปแทนอ้น”

“อ้นไหนวะ อ้นปากแดงน่ะหรือ” แก้วซัก

“เออ  งานเปิดตัวสินค้าอะไรซักอย่าง”

“แล้วเรื่องไปกินอะไรกันนี่จะแคนเซิลหรือ”

“ไม่ต้องแคนเซิลพวกเอ็งก็ไปกันก่อน  พอเสร็จงานช้าจะรีบตามไป ไปล่ะ”

 

ระหว่างรอรถติดไฟแดง ตรีภพก็ซ้อมบทละครไปด้วย

“พวกผู้หญิงพวกนี้มันก็อยากเหมือนกันแหละวะ เสนอมาก็สนองให้ มันก็สนุกด้วยกัน ไม่มีใครได้เปรียบ

เสียเปรียบซักหน่อยนึง แล้วจะมาเรียกร้องให้รับผิดชอบอะไร”

ตรีภพลดบทลงทำหน้าเบ้ “โอ้โห ไอ้พระเอกมันโคตรเลวเลย”

 

งานเปิดตัวสินค้าเดียวกัน พิมพ์ดาวมาถึงที่จอดรถวีไอพี กลับโดนรปภ.ห้ามจอด โดยอ้างว่าเป็นที่จอดรถสำหรับดาราที่มางานเท่านั้น

“ก็ฉันไง  ฉันต้องมาแสดงในงาน”

“อย่ามาเนียนๆ  ดาราเมืองไทย ผมรู้จักทุกคน”

พิมพ์ดาวมัวแต่เถียงกับรปภ. ทันใดรถตรีภพก็พุ่งปราดมาเลี้ยวขวับเข้าซองที่พิมพ์ดาวหมายตาไว้  รปภ.มองดูเห็นรถสปอร์ตก็ยิ้มร่า “เห็นไหม  ดาราต้องขับรถหรูๆ แบบนี้”

พิมพ์ดาวหน้าหงิกเมื่อเห็นรปภ.เอาใจตรีภพออกนอกหน้า เลยออกรถพรวดพุ่งใส่ตรีภพที่กำลังข้ามถนน  ตรีภพหันมามอง พิมพ์ดาวแกล้งเบรกเอี๊ยดให้กันชนจ่อ ตรีภพประท้วง “อ้าว  ขับรถดีๆ ซีครับคุณ” รปภ. ตาเขียววิ่งเข้ามา  พิมพ์ดาวเชิดใส่ตรีภพออกรถเอี๊ยดรถพุ่งปราดไป

 

ในห้องแต่งตัวดารา ตรีภพนั่งอยู่หน้ากระจกเงา  พี่เบิร์ดเจ้าแม่อีเว้นท์เข้ามาขอบอกขอบใจและบรีฟงาน

“น้องตรี  น้องตรีขา  ถ้าพี่ไม่ได้น้องตรีมาช่วย  อีเจ้าของสปามันฆ่าพี่ตายแน่ค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ  แล้วทำไมอ้นมาไม่ได้ละครับ”

เบิร์ดเท้าสะเอวค้อนลม ค้อนแล้ง “มันไปนอนให้หมอจิ้มมาน่ะซีคะ  แต่ไม่รู้จิ้มกันอีท่าไหน ตอนนี้คิ้วมันเลิกไปถึงขมับ  ปากก็เบี้ยวเป็นชายน้อย”

“แล้วผมต้องทำอะไรบ้างครับ”

“ไม่มีอะไรยุ่งยากเลยค่ะ  แค่น้องตรีถอดผ้าลงไปในอ่างแก้ว  แล้วก็มีสาวๆ มาอาบน้ำให้”

“หา  อะไรนะครับ”

 

พิมพ์ดาวเดินมาที่ห้องแต่งตัว  สต๊าฟอีเวนท์ออกมาขวางไว้

“เข้าไปไม่ได้ค่ะ”

“พี่ หนูเอง พิมพ์”

“ว้าย  นี่หนูพิมพ์ดาวเหรอ  ต๊าย  หน้าตาไม่แต่งใครจะไปจำได้”

พิมพ์ดาวเซ็ง พอเข้าไปในห้องก็เห็นตรีภพยืนประจันหน้ากับพี่เบิร์ด

“ผมยอมได้แค่นี้ครับ  แต่ถ้าพี่อยากให้มันเอ็กซ์มากกว่านี้ผมก็ต้องขอถอนตัว”

“ได้ค่ะ  ได้  ได้  อะไรที่น้องตรีไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ”

พี่เบิร์ดหน้างอหงิกหันมาเห็นพิมพ์ดาวก็เจอที่ลง “ต๊าย  แม่พิมพิลาไล เพิ่งจะเสด็จมาหรือยะ”

“หนูมาตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วค่ะ  แต่มีพวกเส้นใหญ่แย่งที่จอดรถ หนูต้องไปวนหาที่จอดอยู่ครึ่งชั่วโมง”

“เอ้ามานี่มาซ้อมก่อน  น้องตรีรู้จักพิมพ์ดาวแล้วใช่ไหม”

ตรีภพมองพิมพ์ดาว  พิมพ์ดาวปากยิ้มแต่ตาขุ่น คิดว่าตรีภพเป็นพระเอกเรื่องมาก

“ไม่ต้องแนะนำหรอกค่ะ  เสียเวลาซ้อมเปล่าๆ”

“คือยังงี้นะคะ น้องตรีเป็นมหาราชา น้องแพทกับพิมพ์ดาวเป็นเจ้าหญิงพระชายาซ้ายขวา ส่วนหล่อนอีก 2 คนเป็นนางกำนัล”

น้องแพทเข้ามาทำตาเล็กตาน้อยแล้วเอียงอายกับตรีภพ  พิมพ์ดาวเซ็งซ้ำเซ็งซ้อน

 

พิมพ์ดาวแต่งชุดเจ้าหญิงอาหรับเปิดเผยส่วนอกและท้องแต่ไม่โป๊  ผิดกับน้องแพทที่กว้านอกขึ้นมาทะลักล้น  ส่วนแดนเซอร์ 2 นางนั้น แทบเป็นบิกินี่แต่มีผ้าบางคลุมร่าง พี่เบิร์ดมาตรวจดูความเรียบร้อย แล้วพาแดนเซอร์พร้อมช่างผม ช่างหน้า ออกไปสแตนด์บาย ในห้องเหลือเพียงพิมพ์ดาวกับตรีภพ  พิมพ์ดาวนั่งลงหน้ากระจกเงาแล้วปัดแก้มเพิ่ม ตรีภพอยู่ในชุดมหาราชามีผ้าโพกหัวปักอัญมณีและขนนกวางไว้ข้างๆ มองดูพิมพ์ดาว แล้วจำได้ ‘ยายนี่  นั่นเอง พอไม่แต่งหน้าก็ไม่รู้ว่าใคร’

พิมพ์ดาวมองดูเงาในกระจกเห็นตรีภพมองก็เชิดหน้า ‘มาเหล่ฉันทำไม เชอะ’

ตรีภพเห็นท่าทีก็เย็นชาขยับหันไปทางอื่นแล้วคว้ามือถือมาฟังเพลงคลายเครียดปากก็ท่องบท

“พวกผู้หญิงพวกนี้มันก็อยากเหมือนกันละวะ  เสนอมาก็สนองให้มันก็สนุกด้วยกัน” พิมพ์ดาวชะงัก  ตรีภพไม่รู้ว่าตัวเองเสียงดังไปจนถึงพิมพ์ดาว “ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบซักหน่อยนึง  แล้วจะมาเรียกร้องให้รับผิดชอบอะไร” พิมพ์ดาวเข้าใจว่าตรีภพพูดโทรศัพท์กับเพื่อน ก็รังเกียจขยะแขยง ตรีภพมองมาเห็นพิมพ์ดาวชักสีหน้าก็งงๆ  แล้วเย็นชาตอบ  พิมพ์ดาวเมินไป สบตาตัวเองในกระจกเงา อยากสั่งสอนชายชั่ว

บทละคร ค้มนางครวญ
ตอนที่ 3
บทละคร คุ้มนางครวญ
ตอนที่ 2

 

ชมทีวีออนไลน์ช่อง 5 แบบสดๆ ได้ที่นี่
ติดตามข่าวสารบันเทิงทีวีได้อีกช่องทาง
     Facebook.com/TVSociety 

 

 

ข่าวบันเทิงที่เกี่ยวข้อง