บทละคร คุ้มนางครวญ ตอนที่ 8

บทละคร คุ้มนางครวญ ตอนที่ 8
27 มกราคม 2557 ( 16:57 )
6.6K

คุ้มนางครวญ ตอนที่ 8

บทประพันธ์ดัดแปลงจากบทประพันธ์ เรื่อง คุ้มนางครวญ ของ สรรัตน์ จิรบวรสุทธิ์

บทโทรทัศน์วิสุทธิชัย บุณยะกาญจน

 

พิมพ์ดาวนอนหลับ กระสับกระส่าย ฝันว่าโดนนกพิราบโจมตีที่ลานวัด

ภาพฝูงนกพิราบโจมตีพิมพ์ดาว กลายเป็นภาพในขันน้ำมนต์ที่ยอดหล้าเพ่งอยู่ นางผัน นางเผื่อนคุกเข่าชะเง้อดู 

“ดาราราย ข้าเห็นเจ้าแล้ว” น้ำในขันไหวเป็นระลอก พิมพ์ดาวดิ้นรน

ยอดหล้าโบกมือ

“เจ้าซ่อนตัวจากข้ามิได้หรอก ข้าจะต้องรู้ว่าเจ้าหดหัวอยู่ที่ไหน”

น้ำในขันไหวอีก ภาพเปลี่ยนเป็นภาพบ้านพิมพ์ดาว แล้วเลื่อนเป็นภาพชั้นบน แล้วเลื่อนเป็นหน้าต่างห้องนอนพิมพ์ดาว

 

พิมพ์ดาวดิ้นรนอยู่ในความฝัน จันทราก้าวมาข้างเตียง

“พิมพ์ ยายพิมพ์ ลูก”

จันทราหันรีหันขวาง แล้วเห็นที่โต๊ะข้างเตียงมีเขี้ยวเสือไฟวางอยู่

 

ยอดหล้าดวงตาเจิดจ้า น้ำในขัน เห็นเงาจันทรา พิมพ์ดาว ผ่านม่านหน้าต่างห้องนอนพิมพ์ดาว แต่ก่อนที่ยอดหล้าจะเห็นหน้าพิมพ์ดาว จันทรา
ก็สวมเขี้ยวเสือไฟให้พิมพ์ดาวที่คอเสียก่อน ภาพในน้ำดับวับ น้ำในขันรวมตัวกลายเป็นใบหน้าเสือพุ่งสูงขึ้นในอากาศ นางผัน นางเผื่อน ผงะ
หงายหลัง ยอดหล้าลุกถอยออก ดวงตาลืมโพลงเกิดเป็นเปลวไฟล้อมกาย เห็นใบหน้าเสือคำรามอีกครั้งก่อนสลายตัวกลายเป็นน้ำทิ้งตัว
กลับลงในขันสาคร

“เจ็บใจนัก ข้าจะต้องเห็นเจ้า”

ยอดหล้าสำรวมจิตใหม่ แต่น้ำในขันกลับดำมืดนิ่งสนิท นางผัน นางเผื่อน คลานมาชะเง้ออีก

“ไม่ได้ผลเจ้า เจ้านาง” นางผันว่า

“เจ้านางน้อย มีเสือมนตราคุ้มกายเจ้า” นางเผื่อนสำทับ

ยอดหล้าหันขวับมา ดวงหน้าบึ้งตึง

“ผู้ใดถามความเห็นเจ้า นังขี้ครอก”

ผัน เผื่อน หมอบกราบ กลัว ลนลาน ยอดหล้ากางสองแขน กำมือร้องกรี๊ด

เสียงกรีดร้องของเจ้ายอดหล้าทำให้คนที่อยู่ในคุ้มต่างหวาดผวา แก้วเดินไปยังระเบียง มองไปยังคุ้มร้างอย่างขมขื่น

 

มหาจรวยนั่งสมาธิอยู่ในเรือน มีอาการผวาเยือก แล้วลืมตาขึ้นหันไปมองหีบลงอักขระ

 

__________________________________________________________________

 

 

 

 

บีบีมาหาสุชาดาที่ออฟฟิศ เพี่อขอคุยเรื่องคิวของลินซี่

“นี่ เรื่องคิวลินซี่ต้องขอคุยใหม่นะคะ”

“อ้าว ก็ตอนแรกบอกว่าเทคิวให้ถ่ายจันทร์ถึงศุกร์ เหลือเสาร์อาทิตย์ให้พักไงคะ”

“ตอนนี้ไม่ได้แล้วค่ะ ให้แค่จันทร์ถึงพุธพอ เหลือวันอื่นให้ละครอีกเรื่อง”

สุชาดารู้ทัน “ละครอีกเรื่องอะไรคะ ไม่เห็นมีข่าว”

“อุ๊ย เป็นความลับน่ะซี เขาก็จะเปิดเหมือนกัน”

“เปิดละครหรือจะไปเปิดก้นงานอีเว้นท์กันแน่คะ”

มาดามสุแข็งใส่บ้าง บีบีคอแข็ง

“ไม่รู้ล่ะ ให้ได้แค่จันทร์ถึงพุธ”

“แต่หนูลินซี่เป็นนางเอก ออกแทบจะทุกฉาก แล้วพฤหัส ศุกร์ จะให้ถ่ายอะไรคะ”

“ก็ถ่ายวิวถ่ายแมวอะไรไปก็ได้”

“นี่ คนอื่นๆเค้าไม่มีใครมีปัญหานะคะ น้องตรีน่ะ เสาร์อาทิตย์ก็ไม่กลับกรุงเทพด้วยซ้ำ แม่พิมพ์ดาวก็เทคิวให้

เหมือนกัน”

“พวกไม่มีงานน่ะซี”

“เอ้อ พี่บีบีคะ ช่วงนี้ลินซี่ป่วยบ่อยๆ ให้บินไปบินมา ตรากตรำออกอีเว้นท์ไม่ไหวหรอกค่ะ ลินซี่ว่าลินซี่เทคิว

ให้มาดามดีกว่า”

“อ้าว อีนี่ เอ๊ย ลูกขา เอางั้นหรือคะ ลูกขา”

มาลารินพยักหน้าตาแป๋ว บีบีพูดไม่ออก มาดามสุค้อนขวับ

 

ตรีภพเดินดูความเรียบร้อยรอบๆคอนโด ก่อนจะออกเดินทางไปถ่ายละคร โดยฝากบ้านไว้กับตฤณ

“ต้นไม้น่ะรดน้ำดีๆนะโว้ย”

“เออ แกไม่ต้องห่วงหรอก ต้นไม้ฉันก็จะดูให้ บิลอะไรมาก็จะเช็คให้”

“รถฉันแกก็จะเอาไปขับให้”

ตฤณทำหน้ากระเรี่ยกระราดนิดหนึ่ง

“เออซีวะ รถดีๆ จอดไว้เฉยๆให้หัวเทียนบอดทำไง”

“ไม่บอดโว้ย รถฉันยังไม่ถึงหกเดือนเลย”

“น่า ฉันจะดูแลไอ้ลูกรักแกอย่างดี จะเอาไปเคลือบแว๊กซ์ใหม่ด้วย”

“เออ” ตฤณหลงดีใจยิ้มแป้น “แต่ตอนไปส่งนี่เอารถแกไป”

“ทำไมวะ”

“รถฉันเข้าอู่ว่ะ อีกสองอาทิตย์ได้ ใบรับอยู่นี่ ไปรับให้ด้วย”

ตฤณอ้าปากค้าง ตรีภพโบกใบรับรถยักคิ้วให้

 

จันทรายืนอยู่หน้าเทอเรซ ในใจเป็นห่วงพิมพ์ดาว แต่ก็พยายามยิ้มแย้มส่งลูกสาว

“จะไปแล้วหรือ”

“ค่ะ เครื่องออกตั้งเย็น แต่ให้ไปเจอกันตั้งแต่บ่ายทำไมไม่รู้”

“ไปเป็นคณะใหญ่มั้งคะ” พิมพ์เดือนว่า

“ใหญ่อะไร ที่ได้ไปเครื่องน่ะ มีนักแสดงนำไม่กี่คนเอง แต่ตัวเล็กๆน่ะ ไม่ว่าจะผู้เฒ่าผู้แก่ ยายมาดามยัดขึ้นรถตู้

หมด”

“แหม แกไม่ให้ขึ้นรถ บ.ข.ส ส้มไปก็ดีแล้วละค่ะ”

“ไปเหอะ ยายเดือน เออ รถฉันน่ะ ขับให้ดีๆนะจ๊ะ อย่าให้มีขูดขีด”

“รับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ”

พิมพ์ดาวกราบลาที่อกจันทรา “แม่ขา หนูไปนะคะ”

จันทรากอดพิมพ์ดาวไว้แน่น แล้วคลายออก มองดูสร้อยเขี้ยวเสือไฟที่คอลูก

“รักษาเนื้อรักษาตัวนะลูก ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นให้นึกถึงคำสอนหลวงตา”

“แหม ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”

“ยังไงก็ให้ระวังไว้ อ้อ แล้วสร้อยเขี้ยวเสือไฟอย่าให้ห่างตัวนะ”

“ค่ะ รู้แล้วค่ะ”

”มา มากอดอีกที”

“เอ้า กรุ๊ปฮัก มากอดกันเร็ว”

พิมพ์เดือนเข้ามากอดด้วยเป็นสาม จู่ๆใบเฟิร์นก็เข้ากอดด้วย

“ฮือ ไปตั้งเกือบเดือน หนูคิดถึงคุณแย่เลย”

3 แม่ลูกชะงัก ค่อยๆคลายออก ใบเฟิร์นถอยออก 3 แม่ลูกมองดูสาวใช้ไฮเทค

“หนูจะออนเฟซตลอดก็แล้วกันค่ะ มีอะไรคุณคุยมาได้เลยนะคะ”

“ย่ะ เปิดสไกป์ไว้ด้วยนะ” พิมพดาวประชด

 

พิมพ์ดาวขับรถกลับจากดอนเมือง รถของตฤณแล่นตามมาเบื้องหลัง พิมพ์เดือนขับรถไปแต่งหน้าไป ตฤณแซงซ้าย

ขึ้นไปก็เห็นพิมพ์เดือนปัดขนตาอยู่

“เออดี ทาตาตอนขับรถ”

รถตฤณเจอรถซาเล้งข้างหน้า ต้องชะลอ พิมพ์เดือนแล่นนำ พิมพ์เดือนกำลังคว้าลิปมาแตะปาก ตาก็เห็นป้ายเจ๊เล้ง

อยู่ในระยะใกล้ พิมพ์เดือนกลัวเลย จึงรีบหักรถเข้าเลนซ้าย ตัดหน้ารถตฤณกระชั้นชิด รถตฤณชนท้ายรถพิมพ์เดือน

นั่งอึ้งอยู่ในรถดังโครม ตฤณลงไปเคาะกระจกรถ

“นี่ คุณลงมาเลย”

 

 

พิมพ์เดือนลงมาจากรถ มีรอยลิปสติกจากมุมปากไปถึงหู พิมพ์เดือนทำสวยซื่อ

“คุณขับรถยังไงฮะ อยู่ๆก็เปลี่ยนเลนพรวดมา”

พิมพ์เดือนเถียงเสียงอ่อยๆ “คุณต่างหากขับรถมาชนท้ายฉัน”

“ก็คุณเปลี่ยนเลนพรวดแบบนี้ ไฟเลี้ยวก็ไม่เปิด แถมยังแต่งหน้าไปขับรถไปอีก”

“ใครบอก!”

“ไม่ต้องมีใครบอกหรอก คุณน่ะทาลิปสติกเลยขึ้นไปถึงขมับแล้ว”

พิมพ์เดือนชะงัก ก้มลงส่องกับกระจกข้าง “ว้าย”

พิมพ์เดือนเอามือป้ายป้อยๆ หันมาหาตฤณทำหน้าสำนึกผิด ตฤณยังโมโหอยู่ มองเห็นป้ายร้าน

“อ้อ รู้แล้ว คุณคงบ้าความสวยความงามขนาดหนัก พอเห็นป้ายเจ๊เล้งก็หักพรวดเข้ามาเลย”

“ไม่จริงนะ”

“ไปโทรเรียกประกันมาเลย ผมก็จะโทรเดี๋ยวนี้”

พิมพ์เดือนหน้าเสีย “อย่าเรียกประกันเลยค่ะ นี่รถพี่สาวฉัน ฉันไม่อยากให้พี่รู้”

“อ้าว นี่ขโมยรถเขามาขับหรือ”

“ไม่ใช่นะคะ นะคะ นะคะ”

พิมพ์เดือนทำหน้าคล้ายแมวประจบ ตฤณมองดู เห็นความงามสดใสก็เริ่มใจอ่อน หันไปดูรถ เห็นว่ารถตัวเองอาการ

น้อยกว่าท้ายรถคู่กรณีมาก

“ก็ได้ แล้วจะยังไง”

“ฉันจะซ่อมให้คุณเอง”

“เอานามบัตรคุณมา.. นามบัตรผมอยู่ในรถ”

ตฤณเดินมาที่รถ พิมพ์เดือนเดินตามมา ตฤณเปิดประตู โก้งโค้งหานามบัตรในนกระเป๋า ไม่มีจึงเปิดประตูหลัง

ของสิ่งหนึ่งหล่นลงมายังพื้นฟุตบาท พิมพ์เดือนมองดู ขมวดคิ้ว ตฤณถอยมาดู แล้วตาเหลือก ของสิ่งนั้นคือ

ตุ๊กตายาง ที่มีระบบเป่าพองลมได้อัตโนมัติ

“ว้าย คุณ.. พวกจิต”

“ไม่ใช่นะคุณ นี่ของบำบัด”

“บำบัดอะไร คนลามก”

“ไม่ใช่”

 

 

พิมพ์เดือนมองเข้าไป เห็นของลามกอื่นๆอีก เต็มลังกระดาษใหญ่ พิมพ์เดือนตกใจวิ่งหนีไปขึ้นรถ ตฤณจะวิ่งตาม

แต่มือตุ๊กตาเกี่ยวไว้ ตฤณละล้าละลัง พิมพ์เดือนจึงขับรถหนีไปได้ ตฤณได้แต่มองตามอย่างโมโห

ในรถพิมพ์ดาว พิมพ์เดือนขับรถหนี สีหน้าสนิมสร้อยกลายเป็นเจ้าเล่ห์

“แค่นี้ก็รอดมาได้แล้ว ตุ๊กตายางช่วย ฮิฮิ”

พิมพ์เดือนมองกระจกหลัง “หน้าตาก็ดี ไม่น่าเป็นพวกโรคจิตเลย อี๊ย์”

 

__________________________________________________________________

 

 

 

คุ้มร้างในเวลากลางคืน ดวงจันทร์เคลื่อนจากเมฆ ทอแสงแจ่มกระจ่างบนฟ้า ที่บริเวณเติ๋นยกพื้น ยอดหล้านั่งอยู่

บนตั่ง นางผัน นางเผื่อน หมอบอยู่กับพื้น ร่างของทั้งสามเป็นเงาเลือนราง ท่ามกลางความเก่าแก่ผุพัง แก้วยืน

อยู่ห่างออกมา ในมือถือตะเกียงแบต

“เจ้านาง เจ้านางครับ”

ยอดหล้าลืมตาขึ้น

“เจ้าตรี เอ้อ หลวงเทพใกล้จะมาถึงแล้ว”

ยอดหล้าคลี่ยิ้ม “ข้ารู้แล้ว”

 

 

ยอดหล้าดวงหน้าใสกระจ่างลุกขึ้นกรายตัว ท่าทางกลายเป็นเจ้านางน้อยวัย 18 อีกครั้ง ตรงใดที่ยอดหล้าเยื่องกราย

ไป ก็กลับมลังเมลืองเป็นสีทอง เพียงครู่เดียวคุ้มร้างผุพังก็กลายเป็นคุ้มน้อยอันงดงามตระการ ยอดหล้าและนางผัน

นางเผื่อน กลายเป็นร่างสมบูรณ์คล้ายมีเลือดเนื้อ ยอดหล้าก้าวมาที่ขันสาคร โบกมือ น้ำในขันกระเพื่อมแล้วกลายเป็น

ภาพรถจากสนามบินแล่นเข้ามาสู่บริเวณคุ้มใหญ่ ยอดหล้ายิ้มสมใจ นางผัน นางเผื่อน คลานเข่ามาชูคอ

“เจ้านาง ผม” 

ยอดหล้าโบกมือไล่

“ไป เจ้าไปได้แล้ว ดูแลต้อนรับพี่เทพของข้าให้ดี”

แก้วสะอึก น้อยใจนิดหนึ่ง แล้วก้มศีรษะ ถือไฟฉายใหญ่เดินกลับไป ยอดหล้าทรุดลงนั่งเอนบนตั่ง มองดูน้ำในขันใหญ่

อย่างใจจดใจจ่อ

 

ยอดหล้าเฝ้ามองภาพจากใจขันสาคร จนเห็นตรีภพลงจากรถที่หน้าคุ้มหลวง ยอดหล้ายิ้ม ดวงตาเปี่ยมรัก น้ำตาเอ่อขึ้น

ตรีภพหันกลับไปที่รถตู้

 

“อ้าวคุณ ตื่นๆ”

“บ้า ฉันไม่ได้หลับย่ะ” 

พิมพ์ดาวเปิดกระเป๋าหยิบสร้อยเขี้ยวเสือไฟมาสวมคอ แล้วก้าวลงมา ทำให้ยอดหล้าไม่สามารถเห็นหน้าพิมพ์ดาวจาก

ขันน้ำได้

“พี่เทพ พี่เทพของข้า” 

“ยังหล่อเหลาเหมือนแดนอินทร์เจ้า” นังเผื่อนว่า

“ใครว่า รูปงามกว่าเดิมอีก” นังผันอวย

ยอดหล้ายิ้ม ผลัก 2 นางข้าไทหัวซุนไป

 

ที่รถตู้ บีบีชะโงกดู มาลารินชุดคับติ้ว ขยับออกมาอย่างลำบาก

“คุณตรีขา ช่วยลินซี่หน่อยค่ะ”

“เร็วซีคะ ช่วยคุณลินหน่อย” พิมพ์ดาวส่งเสริม

ตรีภพเข้าไปช่วยประคองมาลารินลงจากรถ บรรดาผู้มารอรับฮือฮา ร้อง พระเอก นางเอก รองเท้าส้นเข็มจมดิน มาลาริน

เซเกาะตรีภพไว้ อกเบียดแขนตามเคย ยอดหล้าเห็นแล้วชะงัก ดวงตาวาว

“ว้าย นังวอก” นางผันอุทาน

“นังนี่มารยาสาไถยเจ้า เจ้านาง” นางเผื่อนไม่พอใจแทนนาย

“ผู้ใดถามเจ้า” ยอดหล้าตาวาว มองมาลาริน

 

จากนั้นทีมนักแสดงก็ทยอยกันลงจากรถ เข้าไปในคุ้ม ตรีภพก้าวมาหาพิมพ์ดาวที่มองดูคุ้มด้วยความรู้สึกวูบวาบ รำพึง

แผ่วเบา

“คุ้มหลวง.. คุ้มหลวงหอคำแห่งเวียงแก้ว”

“แปลกจัง เหมือนผมเคยเห็นคุ้มนี้มาก่อน ไม่ใช่ เหมือนผมเคยมาที่นี่มาก่อนต่างหาก”

พิมพ์ดาวมองตรีภพ ไม่กล้าพูดว่า ตนเองก็รู้สึกเช่นนั้น

 

ในขันน้ำ ยอดหล้ามองเห็นตรีภพยืนมองคุ้มอยู่คนเดียว ทันใด มาลารินก็ถลามาเกาะแขนตรีภพ

“เข้าข้างในกันเถอะค่ะ”

ยอดหล้าอารมณ์เสีย โบกมือ น้ำนั้นกระเพื่อมขึ้นลง ภาพหายวับไป

“นังดารารายก็ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ยังมีนังแพศยานี่ มาจากไหนกันอีก”

 

คณะที่มาถึงถูกเชิญเข้ามาในคุ้ม มาลารินทำหวาน ไหว้ฝากเนื้อฝากตัวกับ สายใจ เฟื่องฟ้า ระริน

มาลารินเข้าไปกอดมีมี่ มูมู่ จูบแก้มซ้ายขวา

“พี่มีมี่ มูมู่ เป็นยังไงบ้างคะ”

“อุ๊ย คุณน้องขา หัวเกือบโกร๋นน่ะค่ะ” มีมี่ว่า

“ของเขาแรงจริงๆ” มูมู่เห็นพ้อง

ตรีภพ พิมพ์ดาว บีบี แพท มองเป็นตาเดียว สายใจ เฟื่องฟ้า ระริน มองหน้ากัน

“ว้าย หมายความว่ายังไง มีผีเหรอ” บีบีตกใจ

“ว้าย ผีเหรอคะ” แพทกลัว

สายใจ เฟื่องฟ้า ระริน อึกอัก ฐาปกรณ์นั่งอยู่กับดาราอาวุโสตาเขียว ทุบโต๊ะเปรี้ยง

“อีมี่ อีมู่ อย่าเพ้อเจ้อ”

“พี่มีมี่ พี่มูมู่ ตกลงหมายความว่ายังไงคะ” มาลารินซัก

มีมี่ มูมู่ คิดคำตอแหลปราดๆ

“พี่ไปลองแชมพูพื้นเมืองสูตรมะเกี๋ยงค่ะ ของมันแรง” มีมี่ไหล

“ใช้แล้วผมร่วง หัวเกือบโกร๋นค่ะ” มูมู่ตามน้ำ

“โถ คิดว่าอะไร” มาลารินโล่งอก

“ต๊าย ฉันก็คิดว่าเจอผี” บีบีผิดคาด

สายใจ เฟื่องฟ้า ระริน มองมีมี่ มูมู่ อย่างชื่นชม

ระรินกระซิบ “ต๊าย ตอแหลขั้นเทพ”

พิมพ์ดาวแน่ใจว่ามีอะไร เอามือลูบสร้อยเขี้ยวเสือไฟโดยไม่รู้ตัว

“ไอ้แก้วล่ะครับ” ตรีภพถาม สายใจ เฟื่องฟ้า ระริน มองหน้า

“เอ้อ ขอโทษครับ ผมเรียกกันมาจนติดปาก”

“ไม่ต้องขอโทษหรอก ยังไงฉันก็เป็นไอ้แก้วคนเดิมอยู่”

ทุกคนหันไป เห็นแก้วก้าวเข้ามา ปากยิ้มแย้ม แต่กลับดูเย็นช ตรีภพก้าวเข้าไปกอด

“ไอ้แก้ว คิดถึงว่ะ” แก้วสะอึก อึ้งเล็กน้อย แล้วกอดตอบ

“เหมือนกัน”

แก้วผละออก หันไปมองดูคนอื่นๆ 

“สวัสดีครับ คุ้มเวียงแก้วยินดีต้อนรับ”

 

มาลาริน บีบี แพท พิมพ์ดาว มองดูแก้วอย่างสนใจ ยกมือไหว้ รวมทั้งบรรดาดาราอาวุโสก็ไหว้ แต่แก้วแค่ก้มหัวให้

ปากยิ้มเรื่อยๆ บรรดาผู้ใหญ่อึ้งกัน ตรีภพเองก็อึ้งกับท่าทีแก้ว แก้วหันไปหาฐาปกรณ์

“ผมว่าเชิญทุกคนขึ้นห้องพักก่อนดีกว่า อีกชั่วโมงนึงขอเชิญที่ศาลากลางสวนครับ”

แก้วหันไปหาตรีภพ

“ฉันจะพาแกไปห้องเอง”

 

 

 

ที่ห้องพัก ตรีภพมองออกไปนอกระเบียง เห็นแนวต้นไม้มืดทะมึนเบื้องนอก แล้วหันมา แก้วยืนมองอยู่ 

“คุ้มนี้ยิ่งกว่าที่ฉันนึกภาพเอาไว้อีก ตอนที่แกบอกว่ามีมรดกพันล้าน ฉันคิดว่าแกพูดเล่น แต่นี่ฉันว่าเกินพันล้านว่ะ”

แก้วยิ้มขรึมๆ “ฉันยังไม่รู้เลยว่า ทรัพย์สมบัติของเชื้อวงศ์เวียงแก้วมีเท่าไรกันแน่”

“โชคชะตานี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์จริงๆ”

“แต่ก่อนฉันเป็นยาจก”

“แต่ตอนนี้นายเป็นเจ้าชายไปแล้ว โชคชะตาฟ้าลิขิตจริงๆ”

แก้วเมินมองไปเห็นคุ้มหอสูงของคุ้มร้างโผล่พ้นแนวไม้

“ไม่ใช่ฟ้าลิขิตหรอก แต่เป็นอย่างอื่น”

ตรีภพมอง แต่ไม่ได้ถามว่าอย่างอื่นคืออะไร

“บางที.. ฉันอยากเป็นไอ้แก้วคนเก่ามากกว่า”

“อ้าว ไหงงั้น ทำไมวะ”

แก้วมองตรีภพ มีแววสับสนบางอย่าง แล้วยิ้มพูดเล่นกลบเกลื่อน

“แกก็รู้”

“รู้อะไร”

“รู้ว่าอำนาจอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ด้วย”

“โถ ไอ้สไปดี้”

ตรีภพหัวเราะตบไหล่แก้ว แล้วหันไปรื้อของจากกระเป๋าเดินทาง แก้วยืนมองมีแววขมขื่น

 

พิมพ์ดาวใส่เสื้อคลุมอาบน้ำออกมาจากห้องน้ำ เห็นแพทใส่ชุดไทยเหนือ แต่โชว์เนินอก เปิดพุง

“อะไรกันคะนี่”

“ก็คุณแก้ว บอกจะเลี้ยงขันโตก แพทก็แต่งตัวให้เกียรติเจ้าภาพไงคะ”

“จริงเหรอ ว้า พี่ไม่มีชุดแบบนี้ซักชุดนึง”

“ยืมของแพทไหมคะ แพทมีสไบมาตั้ง 5 ผืน”

“ไม่เอาหรอก ชุดเธอน่ะประหยัดผ้าเกินเหตุ”

พิมพ์ดาวไปเปิดตู้เสื้อผ้า หาเสื้อผ้าสำหรับงานเลี้ยง แพทหัวเราะคิกคัก

“พี่พิมพ์เป็นนางร้ายยุคใหม่นะคะ ไม่ค่อยยอมโชว์”

“มันไม่ค่อยจะมีให้โชว์น่ะซี เธอไม่เคยอ่านที่เขาเขียนเหรอ ว่าละครเดี๋ยวนี้ นางร้าย นางอิจฉา ไม่ค่อยแต่งตัวโป๊”

“เพราะอะไรคะ”

“เพราะว่านางเอกสมัยนี้ แต่งโป๊แทนแล้ว”

แพทหัวเราะคิก “จริงค่ะ ดูอย่างคุณลินซี่ แกแอ๊บแบ๊วแหววแสนดี แต่นมยื่นทุกชุด”

“จุ๊ๆ เขาอยู่ห้องข้างๆนี้นะจ๊ะ”

แพทคอหด สองนางร้ายนิสัยดีหัวเราะกัน

 

บีบีแต่งชุดแนวนาการ่ากรุยกราย พอกเครื่องเพชรเดินกรายไปมา มาลารินในชุดไทยเหนือแบบไทยใหญ่ แต่เสื้อ

เกาะอกตัวในเกือบหลุดจากอก

“นี่ ฉันว่าคุณแก้วก็น่าสนนะยะ”

“แต่ท่าทางเขาไม่ชอบไม้ป่าเดียวกันมั้งคะ” มาลารินแกล้งพูด บีบีสะดุ้ง

“ว้าย! ฉันไม่ได้จะเอาเอง ฉันหมายถึงหล่อน”

มาลารินย่นจมูก “หน้าตาก็หล่อดี แต่ท่าทางแปลกๆ ดูซีดๆ เย็นๆ ชาๆ ยังไงก็ไม่รู้”

“แค่รวยพันล้านข้อเดียวก็พอแล้ว ข้ออื่นไม่ต้องติ๊กเลย”

มาลารินยักไหล่เชิงไม่สนใจ บีบีค้อนขวับ ถลามาเป่าหูใกล้ๆ

“นี่ ฉันรู้ว่าหล่อนเทคิวทั้งเงินทั้งทองมาก็เพราะหวังจะฟันคุณตรี แต่หล่อนไม่น่าจะมองข้ามโอกาสดีๆไปนะยะ”

“ก็ใครว่าลินมองข้ามละคะ เดี๋ยวคืนนี้ก็น่าจะมีจังหวะดีๆไว้สานสัมพันธ์”

“เลิศ.. หล่อนเลิศ”

มาลารินเอียงตัว ลองโพสท่ายั่วยวนหน้ากระจก

 

 

ที่ศาลากลางสวนเป็นศาลาทรงสี่เหลี่ยมกว้างใหญ่ หลังคาเป็นหลังคาซ้อนหลายชั้น มีการจุดคบไฟและผางประทีป

รายรอบ บนศาลามีวงขันโตกหลายวง ที่วงประธาน มีแก้ว ตรีภพ ฐาปกรณ์ บีบี มาลาริน และพิมพ์ดาว อีกวงมี

ลูกกบ ดูแลดาราอาวุโสทั้ง 5-6 คนอยู่ อีกวงก็คือกลุ่มเก้ง รัก มีมี่ มูมู่ อีกวงเป็นกลุ่มอาจารย์ที่มาให้คำปรึกษากับ

คณะละคร 4 คนกับแพท ทุกคนแต่งกายตัวชุดพื้นเมืองหรูหรา บางคนเอามาเอง บางคนแก้วจัดให้ มีการกินอาหาร

เหนือล้วนๆ รวมทั้งตรงหน้ามีวงสะล้อซอซึง กำลังบรรเลงเพลง ให้ช่างฟ้อนที่อาจารย์พามาโชว์ตัว กำลังฟ้อนอยู่ 

ที่วงประธาน ตรีภพเอียงคุยกับแก้ว

“นี่ต้องจัดเต็มขนาดนี้ด้วยหรือ”

“ถ้าไม่ใช่เพราะแก ก็คงไม่ต้องทำถึงขนาดนี้หรอก”

แก้วพูดคล้ายพูดเล่น ตรีภพหัวเราะ พูดตอกกลับ

“ขอบใจ เอ๊ย ขอบพระคุณที่เจ้ากรุณา”

“ใช่ นี่คือความกรุณาของเจ้า.. เจ้าของคุ้มเวียงแก้วนี้”

 

 

แก้วเมินไป ตรีภพมองดูพิมพ์ดาว พิมพ์ดาวมองดูภาพตรงหน้า กลับเห็นภาพงานเลี้ยงในอดีต หลวงเทพกับดาราราย

ทั้งคู่นั่งใกล้ ดูการละเล่นตรงหน้าพิมพ์ดาวกระพริบตา ตรีภพเอียงมาคุย

“คุณ! เป็นอะไร”

“เปล่านี่”

“คุณแต่งตัวแบบนี้ดูแปลกตาจัง”

“ไม่ต้องมาชมฉัน”

“ใครบอกว่าชม ผมบอกว่าแปลก”

พิมพ์ดาวเชิดใส่ มาลารินดูเหมือน 2 คนคุยจุ๋งจิ๋งกัน ก็ขุ่นใจนิดหน่อย แล้วหันไปเอียงตัวคุยกับแก้ว 

“เจ้าขา”

“ผมมันแค่เจ้าปลายแถว อย่าเรียกอย่างนั้นเลยครับ”

บีบีพยักพเยิดพอใจมาลาริน มาลารินชี้อาหาร

“ลินซี่ตื่นตาตื่นใจมากค่ะ นี่คืออะไรคะ”

“ของกินพื้นเมืองน่ะครับ”

 

ฐาปกรณ์เอามือถือมาดู

“มาดามจะมาเมื่อไหร่คะเนี่ย คุณฐา” บีบีถาม

“มะรืนนี้ครับ”

“แล้วพรุ่งนี้มีคิวทำอะไรอีกคะ”

“ผมจะออกไปดูโลเกชั่นเพิ่ม แล้วก็ติดต่อ ประสานงานอีกนิดหน่อย พวกคุณก็พักผ่อนตามสบาย”

“อู๊ย ดีค่ะ”

 

__________________________________________________________________

 

 

 

พิมพ์ดาวกินอาหาร ที่คอเสื้อเห็นเขี้ยวเสือไฟห้อยคอ ตรีภพเหลือบมอง

ภาพงานเลี้ยงกลายเป็นภาพในขันสาคร ยอดหล้านั่งเอนตัวมอง นางผัน นางเผื่อน คุกเข่ายืดตัวสุดชะเง้อดู

ภาพในขันน้ำ กลายเป็นภาพตรีภพ ยอดหล้าดวงตาฉ่ำด้วยความรัก โดยไม่เห็นพิมพ์ดาวที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ดูพี่เทพของข้าซี.. ช่างเหมือนวันวานหวนคืนมาอีกครั้ง”

“ดูนังแพศยานั่นซีเจ้า” นางผันชี้

ยอดหล้าขมวดคิ้ว 

ภาพในขัน เป็นภาพมาลารินป้อนอาหารแก้ว

“นังนางเอก!”

“แต่ดูเหมือนนังตอแหลนะเจ้า” เผื่อนว่า

“ใช่เจ้า ดูตอแหล ตอแหลเหมือนอีเผื่อนเจ้า”

นางผัน นางเผื่อน ค้อนควัก หยิกตีกันตามประสาผี

“มันต้องมาเล่นละครเป็นข้า น่าชังนัก” ยอดหล้าไม่พอใจ

“ดูซี มันเล่นหูเล่นตากับเจ้าแก้วเจ้า”

“ช่างปะไร.. อย่ามาเข้าใกล้พี่เทพของข้าก็แล้วกัน”

ยอดหล้าโบกมือ พิศดูแต่ภาพตรีภพ

 

เพลงจบลง คณะขันโตกปรบมือให้ นางช่างฟ้อนไหว้แล้วกรายลงจากยกพื้น วงสะล้อซอซึงก็บรรเลงเพลงต่อไป

ที่วงประธาน มาลารินยังคงสงสัย ถามแก้ว

“ทำไมเขาเรียก สะล้อ ซอ ซึง ล่ะคะ”

“สะล้อคือเครื่องสีแบบซอนั่นแหละครับ แล้วที่จริงก็คือคำเดียวกัน”

“โอ ไอซีค่ะ”

 

ตรีภพกับพิมพ์ดาวมองดูพฤติกรรมมาลารินอย่างขบขัน 

ตรีภพหาเรื่องชวนคุย “เพลงพื้นเมืองทางเหนือนี่ ฟังแล้วเย็นๆช้าๆนะคุณ”

“ไม่ทราบค่ะ ไม่ใช่คนแถวนี้” พิมพ์ดาวไม่รับมุข

 

 

 

เพลงจบลง คณะขันโตกปรบมือ นางรำตัวนำถือซึงเดินมานั่งหน้าวง พวกในวงกำลังจะขึ้นเพลงใหม่ เลิ่กลั่กไถ่ถามกัน

นางรำตัวนำเงยหน้าขึ้น ยิ้มเยือนมองตรงมา

แก้วกำลังให้ข้อมูลมาลาริน

“แล้วซึงละคะ”

“เป็นเครื่องดีด อย่างที่น้องนั่นกำลังจะเล่นน่ะครับ”

นางรำพลันดีดซึง เสียงซึงนั้นฟังไพเราะไปทั่ว คณะขันโตกชะงัก เพราะลีลาการเล่นนั้นเหนือกว่าวงด้านหลังมาก

ทุกคนมองดู แก้วมองดูแล้วใจหายวูบ ไม่รู้ว่ายอดหล้าทำอะไร กลุ่มวงสะล้อก็ซุบซิบกัน ตรีภพกับพิมพ์ดาวมอง

แล้วจำเพลงได้

“นี่มัน..”

“เพลงดวงดาว”

นางรำพลันร้องคลอ

“เจ็บช้ำนักเก็บรักไว้ในอก ใจเจ้าเอยเพ้อพกช่างเหน็บหนาว”

ตรีภพสะอึกอึ้ง พิมพ์ดาวอัดอั้นขึ้นมา

ตรีภพเอื้อนกลอนออกมา พร้อมการร้องของนางรำ

“รอเวลาเมื่อไรหนาเจ้าดวงดาว จะหวนคืนส่องสกาว ณ กลางใจ”

 

เสียงซึงทอดยาวใกล้จบ

ตรีภพรำพึง “ผมเป็นคนแต่งเพลงนี้ ให้เจ้ายอดหล้า”

 

ภาพตรีภพกลายเป็นภาพในขันน้ำ ยอดหล้ามองด้วยดวงตาวาววาม

“พี่เทพ ข้ารู้ว่าท่านต้องจำเพลงของเราได้”

 

ตรีภพอยู่ในภวังค์ พิมพ์ดาวขมวดคิ้ว

“ผมเป็นคนแต่งเพลงนี้”

“คุณหมายถึงหลวงเทพใช่ไหม”

“ฮะ หลวงเทพเป็นคนแต่งเพลงนี้”

เพลงจบลง นางรำก้มหน้าลง ฐาปกรณ์ปรบมือนำ คนอื่นปรบมือตาม ยกเว้นแก้วที่ครุ่นคิด

“ไอ้แก้ว เอ๊ย คุณแก้ว นี่เตรียมเพลงนี้ไว้เซอร์ไพรส์ใช่ไหมนี่”

“ผมเองก็เซอร์ไพรส์เหมือนกัน”

“นี่ผมกำลังให้ครูเพลงแต่งทำนองเพลงนี้อยู่ นี่ต้องไปแคนเซิลแล้ว เอาเพลงนี้แหละ ซื้อ ซื้อ”

ทุกคนมองดูท่าทีลิงโลดของผู้กำกับติสท์แตก ทันใดก็มีเสียงดังเปรื่อง ซึงในมือเด็กสาวนางรำ หล่นคว่ำลง ร่างก็เอน

พับไป

“ว้าย” มาลารินหวีดร้อง

“ว้าย ลูกขา เป็นอะไรไปแล้วคะ ลูกขา”

 

__________________________________________________________________

 

 

 

วงสะล้อบรรเลงเพลงต่อไป แขกส่วนใหญ่ยังรับประทานอาหารต่อ ที่นอกศาลาห่างออกมา ฐาปกรณ์ มีมี่ มูมู่

ตรีภพ พิมพ์ดาว แก้ว มาดูนางช่างฟ้อนที่เป็นลม เด็กสาวเบือนหน้าหนีแอมโมเนีย ลืมตาขึ้น บรรดาเพื่อนนางรำ

ดูอยู่วงนอก วิพากษ์กันแซ่ด นางช่างฟ้อนไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น 

“พอหนูฟ้อนเสร็จลงมาก็มีเงาพุ่งเข้ามาหาหนู แล้วหนูก็ไม่รู้ตัวอีกเลย จนเดี๋ยวนี้ค่ะ หนูเล่นซึงก็ไม่เป็น ร้องเพลง

ก็ได้เอฟมาแล้วนะคะ”

 

 

ฐาปกรณ์ถอนใจ มีมี่ มูมู่ มองซ้ายขวาเลิ่กลั่ก

“เรากลับขึ้นไปเถอะครับ” แก้วตัดบท

บรรดาเพื่อนนางรำเข้ามารับช่วงดูแล แก้วเดินนำไป ตรีภพกับพิมพ์ดาวมองหน้ากัน

 

ระเบียงอันเชื่อมเรือนและหอต่างๆเข้าด้วยกัน ประดับด้วยไม้แกะสลักปิดทองเก่าแก่ มีกระถางสังคโลกปลูกต้นไม้

ประดับเป็นระยะ พิมพ์ดาวกับตรีภพเดินมาด้วยกัน

 

“เรื่องเพลงดวงดาว มันยังไงกันแน่”

“โน คอมเมนท์ค่ะ”

“ตอนที่เรารีดทรูกัน ผมจำบทกลอนนี้ได้ขึ้นใจ เหมือนผมเป็นคนแต่งเอง ไม่ใช่ไอ้แก้วเป็นคนแต่ง”

พิมพ์ดาวมองดูตรีภพ

“แต่ตอนที่เราอ่าน เราไม่รู้ว่าทำนองเพลงเป็นยังไงนะคะ”

“แต่พอผมมาได้ยินน้องนั่นร้องเมื่อกี้นี้.. ผมก็แน่ใจว่าผมเคยได้ยินเพลงนี้มาก่อนแน่ๆ”

“อาจเป็นทำนองเพลงเก่าโบราณ ที่ใส่บทกลอนลงไปก็เป็นเพลงใหม่ขึ้นมาได้มั้งคะ”

พิมพ์ดาวพูดไปอย่างนั้น

“ครับ ก็เป็นไปได้ อ้อ ถึงห้องผมแล้ว”

ตรีภพหยุดยืน พิมพ์ดาวหยุดด้วย

“เอ นี่ผมควรจะต้องเดินไปส่งคุณที่ห้องตามมารยาทหรือเปล่า”

“ไม่ควร”

ตรีภพพยักหน้า “เออใช่ เพราะเราก็คุ้นเคยกันขนาดนี้ อีกอย่างนี่ผมก็ง่วงจะตายอยู่แล้ว”

“ใครไปคุ้นเคยกับคุณ”

ตรีภพอ้าปากหาวยาวเหยียด เปิดประตูห้อง โบกมือ แล้วผลุบหายไป พิมพ์ดาวค้อนประตู 

“อีตาบ้า”

เสียงแพทดังมาจากข้างหลัง

“แน่ะ งอนกันอีกแล้ว” 

พิมพ์ดาวหันมา เห็นแพททำหน้าล้อ พิมพ์ดาวไม่ปฏิเสธ

“เห็นคุยกันจุ๋งๆจิ๋งๆ แพทก็เลยไม่อยากมาขัดคอ” 

“ค่ะ กำลังจีบกันอย่างเอาเป็นเอาตายเลยค่ะ”

“ว้าย ฮิ ฮิ ฮิ”

 

ทันใดไฟก็ตกหรี่วูบ แพทร้องอุทาน ขยับเข้าจับมือพิมพ์ดาว ตามทางเดินยาว ยอดหล้าแต่งตัวงดงาม ด้วย

พัสตราอาภรณ์เดินมา ดวงตาเปี่ยมความสุข นางผัน นางเผื่อน เดินตาม แพทและพิมพ์ดาวมองไปตามทางเดิน

ยาว เห็นหมอกจางๆ กรุ่นมาตามพื้น แพทยิ่งหน้าซีด

“เราเข้าห้องเถอะค่ะ” พิมพ์ดาวชวน

“ค่ะ”

พิมพ์ดาวและแพทเดินมาถึงหน้าห้อง รู้สึกประหลาด มองไปข้างหน้า เหมือนมีอะไรบางอย่างในอากาศเคลื่อนมา

ยอดหล้ามองสวนมา เห็นแพทยืนอยู่กลางทางเดินคนเดียว ยอดหล้ายิ้มเยาะ ไม่แยแส ก้าวทะลุร่างแพท ไป

แพทรู้สึกได้ว่ามีสิ่งผิดปกติ ผมและชุดขยับด้วยกระแสประหลาด แพทตาเหลือก พิมพ์ดาวรีบดึงแพทเข้าห้องไป

พิมพ์ดาวแง้มประตูมองอย่างครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนปิดลง

 

 

 

บีบีนอนโพกหัวใส่ชุดนอนกรุยกรายนอนหลับบนเตียงหนึ่ง อีกเตียงมาลารินหลับอยู่ มาลารินค่อยๆลืมตา มองดูเห็น

บีบีหลับก็ลุกขึ้น ให้เห็นชุดนอนเบบี้ดอลตัวสั้นจู๋และบางจ๋อย มาลารินก้าวย่องๆไปที่ประตู

“นี่หล่อน จะไปไหน”

มาลารินนิ่งหน้าหันมา บีบีลุกขึ้น นั่งมองอย่างรู้กัน มาลารินเชิดใส่

“ลินนอนไม่หลับ”

บีบีลุกขึ้น โต้งโค้งส่งยาให้ “งั้นก็กินยา”

มาลารินอึ้ง รับยามา บีบีมอง มาลารินยักไหล่ยอมกินยา แล้วกระแทกตัวนั่งบนเตียง

“เพิ่งมาถึงวันแรก ก็จะไปตะกายห้องเขาแล้ว ยังต้องอยู่กันอีกเป็นเดือน อดใจรอไปหน่อย คืนนี้คงยังไม่มีใครมา

ปาดหน้าเค้กหล่อนหรอก”

มาลารินตาเขียว เชิดใส่ บีบีเหี่ยวถอนใจ

 

__________________________________________________________________

 

 

 

ตรีภพเปลี่ยนชุดนอน ยืนมองออกไปนอกระเบียง บนท้องฟ้า ดวงจันทร์ทอแสงอยู่ แสงจันทร์จับยอดคุ้มร้าง

จนเห็นได้ในระยะไกล ตรีภพมองอย่างแปลกใจ

“ยังมีคุ้มเก่าอีกหลังนึงด้วยหรือนี่”

ยอดหล้าก้าวมาเบื้องหลัง มองตรีภพอย่างรักใคร่ผูกพัน ตรีภพหันมา เดินผ่านยอดหล้าไป ตรีภพกลับเข้าห้อง

ยอดหล้ามองตาม มีแววขัดใจ

 

 

 

แก้วนั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง มองดูเงาสะท้อนของตนเองอย่างสับสน มีความรู้สึกผิดต่อตรีภพ ระคนกับความ

แหนหวงยอดหล้าที่มีมากขึ้น แก้วซบหน้าลงกับฝ่ามือ  มีเสียงหัวเราะคิกคักระริกระรี้ดังขึ้น แก้วหน้าบึ้ง ลุกขึ้น

หันมากลางห้อง

“เข้ามาทำไมในห้องฉัน”

นางผัน นางเผื่อน ปรากฏตัวเลือนราง

“เจ้านางไล่พวกข้าออกมาเจ้า”

“เจ้านางอยู่ที่ไหน”

“จะที่ไหนเล่า ถ้ามิใช่อยู่กับหลวงเทพ”

แก้วขบกราม

“ออกไป ออกไปจากห้องฉัน.. แล้วอย่าไปก่อเรื่องหลอกหลอนใครเป็นอันขาด”

นางผัน นางเผื่อน มองแก้วอย่างล้อเลียน แล้วจางหายไป แก้วอึดอัดขัดใจ

 

ตรีภพนอนหลับอยู่บนเตียง มีแสงสีทองเรื่อเรืองอาบมา พร้อมกับเสียงซึงแผ่วเบา ตรีภพลืมตาขึ้น พบว่าเตียงนอน

กลายเป็นเตียงสี่เสา มีมุ้งโปร่งบางกางครอบอยู่ ตรีภพลุกขึ้นนั่งอย่างแปลกใจ พบว่าห้องทั้งห้องสว่างเรืองรอง

งดงามด้วยแสงจากผางประทีปและเชิงเทียน ตรีภพขยับตัว มือคว้าได้มาลัยที่ร้อยอย่างวิจิตรบรรจง ตรีภพเอามา

แตะจมูก แล้วแหวกม่านมุ้งออกไป

 

 

ตรีภพก้าวไปช้าๆ ในห้องที่ดูเหมือนห้องเดิม แต่การตกแต่งกลับไปสู่ยุคเกือบ 200 ปีก่อน ตีต่างลงรักปิดทอง

ม่านผ้าปักฝีมือละเอียดยิบ ฉากกั้นห้องเป็นภาพวาดบนกระดาษบางแบบจีน เสียงซึงยังดังไพเราะอยู่ ตรีภพก้าวไปยัง

ระเบียง ที่ตอนนี้มีผ้าโปร่งบางกันรายรอบ มีร่างระหงอยู่บนตั่ง มีเครื่องแขวนดอกไม้สดอยู่ด้านหลัง ส่งกลิ่นกำจาย

ร่างนั้นกำลังดีดซึงบนตัก ตรีภพก้าวไปมองอย่างตื่นตะลึง ความรู้สึกกึ่งจริงกึ่งฝัน

“เพราะเหลือเกิน”

ยอดหล้าชะงัก เงยหน้าขึ้นมองดูตรีภพ แล้วยิ้มแย้มชายตา

“จนป่านนี้ ท่านก็ยังมาแอบฟังเพลงข้าเจ้าอยู่ พี่เทพ”

“พี่เทพ ผมชื่อตรีภพต่างหาก”

ยอดหล้าวางซึงข้างกาย แล้วลุกขึ้นก้าวมาใกล้

“ไม่ใช่ ท่านคือพี่เทพ หลวงเทพภักดีของข้าเจ้า”

“นั่นมันแค่ตัวละคร บทบาทที่ผมเล่นต่างหาก”

“ไม่ใช่ ท่านมีตัวตนจริงๆ”

ตรีภพมองดูยอดหล้า

“คุณคือผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงที่เล่นซึงในความฝันของผม”

ยอดหล้าขยับตัวออกห่างอย่างขัดใจ

“จนป่านนี้ ท่านยังจำข้ามิได้หรือว่าข้าคือใคร”

“คุณคือ เจ้ายอดหล้า”

ยอดหล้ายิ้มออก ก้าวมาหาอีก “พี่เทพ ท่านจำข้าเจ้าได้แล้วใช่ไหมเจ้า”

“แต่คุณเป็นแค่ตัวละครในเรื่องแต่ง”

“ข้าเจ้าไม่ใช่เรื่องแต่ง ข้าเจ้าคือยอดหล้าจริงๆ”

“คุณเป็นแค่ความฝัน”

“ท่านจะได้รู้ว่า ข้าเจ้าคือความจริง”

ยอดหล้าก้าวเข้าหาอ้อมอกตรีภพ ซบหน้ากับแผงอก ตรีภพยืนนิ่ง เคลิบเคลิ้มแต่สะกดกลั้นเอาไว้

“ผม.. แต่.. ผม.. เราไม่ควร”

ยอดหล้าช้อนตามองตรีภพ เอามือจับแก้ม “ท่านพูดมากนัก พี่เทพ”

 

 

ยอดหล้าพลันเขย่งตัว ดึงตรีภพมา ตรีภพก้มลงจูบดูดดื่ม ลมแรงพัดผ้าบางกระพือพลิ้ว ยอดหล้าสุขสมอิ่มเอิบ

ตรีภพเคลิบเคลิ้ม ตรีภพประคองยอดหล้าลงบนเตียง ยอดหล้ายิ้มยวน แต่ก็ยังเอียงอาย ตรีภพเคลิบเคลิ้ม ยอดหล้า

ผมสยายแผ่ไปบนหมอน 

“ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน พี่เทพ”

”ผม.. ผมชื่อตรีภพ”

ตรีภพจู่ๆก็ชะงัก ขยับออกห่าง “ผมไม่ใช่หลวงเทพอะไรนั่น ผมชื่อตรีภพ”

ยอดหล้าเบิกตากว้าง ลุกขึ้น ผมรุ่ยร่าย

“พี่เทพ ทำไมพูดเช่นนี้”

ยอดหล้าคว้าแขนตรีภพ มือยอดหล้าทะลุแขนตรีภพไป ยอดหล้าตกใจ ตรีภพอึ้ง มองดูยอดหล้า

“คุณ!”

ตรีภพยื่นมือมา มือนั้นทะลุร่างยอดหล้าราวเป็นอากาศ ตรีภพลุกพรวดถอยหลัง 

ยอดหล้าตกใจงุนงง “ทำไม ทำไมต้องเป็นเช่นนี้”

ยอดหล้ามองดูตรีภพ เห็นแววหวาดกลัวก็ยิ่งเจ็บปวด “พี่เทพ!”

ยอดหล้าลุกขึ้น แสงมลังเมลืองกลายเป็นมืดหม่น มีแสงสีเขียวจับทุกอย่าง ดูน่าสะพรึงกลัว ยอดหล้าผมสยายแผ่

ไปทั้งห้อง เงยหน้ากรีดร้องกัมปนาท

 

ตรีภพผวาตื่นขึ้นมาบนเตียง ห้องพักอยู่ในสภาพเดิม ตรีภพมองดูรอบๆ พวงมาลัยยังวางอยู่หอมกำจาย ตรีภพมองไป

ยังระเบียง ประตูเปิดอยู่ ม่านไหวด้วยแรงลมดึก ตรีภพมองดูบนหมอนใหม่ พวงมาลัยหายไปแล้ว 

ตรีภพอึ้งเล็กน้อย บอกตัวเองว่าคงยังสะลึมสะลือ

 

คุ้มร้างผุพัง ยอดหล้าดูซูบซีด ดวงตาชั่วร้าย นางผัน นางเผื่อนดูหม่นหมอง แสงสีเขียวอาบร่างและบริเวณนั้น

“ทำไม ทำไม”

“เจ้านางเจ้า ไม่ว่าอย่างไร เราก็มิใช่มนุษย์” นางผัน นางเผื่อนช่วยกันปลอบ

“ร่างเราเป็นกายละเอียด เรามีกายหยาบได้ชั่วครั้งชั่วคราว”

ยอดหล้าผมสยายยาวกรอมเท้า มองอย่างขุ่นใจ

“นั่นสำหรับเจ้า มิใช่ข้า พลังสมาธิข้ากล้าแข็งกว่าเจ้ามากนัก พี่เทพ.. ทำไมท่านต้องกลัวข้า ท่านเคยรักข้า

ยิ่งกว่าสิ่งใด”

นางผัน นางเผื่อน มองหน้ากัน แล้วคลานมาแทบเท้า

 

“เจ้านาง.. อย่าทุกข์ร้อนเลยเจ้า”

“ต้องมีมนตราอาคมแก้ไขเรื่องนี้ได้เจ้า”

 

 

ยอดหล้าลุกขึ้น นั่งตัวตรง “ท่านอาจารย์คงมีวิธี.. แต่ข้ามิรู้มนต์นี้ ท่านอาจารย์ ข้าอยากได้ท่านกลับมาช่วยข้า..

ท่านต้องกลับมาช่วยข้า ท่านต้องกลับมา”

เสียงยอดหล้ากึกก้องกัมปนาท ออกไปยังภายนอกคุ้มที่มืดทะมึน เมฆมหึมาเคลื่อนเกลื่อนแสงจันทร์

 

 

 
 

 

บทละคร คุ้มนางครวญ ตอนที่ 9บทละคร คุ้มนางครวญ ตอนที่ 7บทละคร คุ้มนางครวญ ตอนที่ 6
 
 
 
ชมทีวีออนไลน์ช่อง 5 แบบสดๆ ได้ที่นี่
ติดตามข่าวสารบันเทิงทีวีได้อีกช่องทาง
     Facebook.com/TVSociety 

ข่าวบันเทิงที่เกี่ยวข้อง